รายละเอียดอนุสัญญา

  • บทคัดย่อ

    สาระสำคัญของอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามพัฒนา ผลิต สะสม และใช้อาวุธเคมี

    และว่าด้วยการทำลายอาวุธเหล่านี้ พ.ศ. 2536

    CONVENTION ON THE PROHIBITION OF THE DEVELOPMENT, PRODUCTION,

     STOCKPILING AND USE OF CHEMICAL WEAPONS

    AND ON THEIR DESTRUCTION

    1993

    อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามพัฒนา ผลิต สะสม และใช้อาวุธเคมี และว่าด้วยการทำลายอาวุธเหล่านี้ พ.ศ.2536 (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “อนุสัญญา”) ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้ ซึ่งรวมเป็นส่วนเดียวกันของอนุสัญญา (an integral part of this Convention)

    1.  อารัมภบท (Preamble)

    2.  ข้อบท (Articles) 24 ข้อ และ

    3.  ภาคผนวก 3 ภาค

    3.1.    ภาคผนวกว่าด้วยสารเคมี (Annex on Chemicals)

    3.2.    ภาคผนวกว่าด้วยการปฏิบัติตามและการพิสูจน์ยืนยัน(Annex on Implementation and Verification)

    3.3.    ภาคผนวกว่าด้วยการป้องกันข้อสนเทศลับ (Annex on Protection of confidential Information)

    อนุสัญญานี้ใช้ได้โดยไม่กำหนดเวลา และจะมีผลใช้บังคับ (enter into force) ในเวลา 180 วัน หลังจากที่มีการมอบสัตยาบันสาร (instrument of ratification) ฉบับที่ 65 แต่ไม่ว่าในกรณีใดจะไม่มีผลใช้บังคับก่อน 2 ปี หลังจากเปิดให้มีการลงนาม

    เลชาธิการสหประชาชาติเป็นผู้เก็บรักษาอนุสัญญา และอนุสัญญากำหนดให้มีการจัดตั้งองค์การห้ามอาวุธเคมี (Organisation for the Prohibition of Chemical Weapons, OPCW) (ต่อไปนี้จะเรียกว่า         “องค์การ”) ขึ้น ณ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เพื่อประกันการปฏิบัติตามบทบัญญัติของอนุสัญญา

    อารัมภบทกล่าวว่ารัฐภาคีมุ่งมั่นจะทำลายและกำจัดอาวุธทำลายล้างมวลมนุษย์ (Weapons of Mass Destruction) ทุกชนิด และระลึกว่าพิธีสารเจนีวา ค.ศ.1925 (ห้ามใช้อาวุธเคมีและอาวุธชีวะในสงคราม) และอนุสัญาว่าด้วยการห้ามอาวุธชีวะ ค.ศ.1972 (ให้อาวุธชีวะและอาวุธทอกซินเป็นสิ่งผิดกฏหมายและกำหนดให้ทำลายอาวุธเหล่านี้) เป็นพหุพาคีสารที่เสริมอนุสัญญานี้ อีกทั้งยอมรับการห้ามใช้ยาฆ่าวัชพืชในการทำสงครามอันเป็นข้อห้ามที่ระบุไว้ในข้อตกลงและหลักกฏหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และแสดงความปรารถนาของรัฐภาคีทั้งปวงในอันที่จะส่งเสริมพัฒนาการทางเศรษฐกิจและวิชาการด้านเคมี

    ข้อ 1 (พันธกิจทั่วไป)อนุสัญญาห้ามการพัฒนา ผลิต ได้มา สะสม เก็บ โยกย้าย และใช้อาวุธเคมี กำหนดให้รัฐภาคีแต่ละรัฐทำลายอาวุธเคมีและสถานที่ผลิตอาวุธเคมีที่อยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหรือการควบคุมของตนรวมทั้งอาวุธเคมีที่ได้ละทิ้งไว้ในดินแดนของรัฐภาคีอื่น รัฐภาคีรับจะไม่กระทำการเตรียมการทางทหารใดเพื่อใช้อาวุธเคมี ช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้อื่นให้กระทำในกิจกรรมใดที่อนุสัญญาห้ามและจะไม่ใช้สารควมคุมการจลาจลในการทำสงคราม

    ข้อ 2 (คำนิยามและเกณฑ์)นิยาม “อาวุธเคมี” (Chemical Weapons) ว่าเป็นสารเคมีพิษ (Toxic chemicals) ทุกชนิดและสารที่ใช้ผลิตสารเคมีพิษ (Precursors) เหล่านั้น ที่เจตนาสำหรับวัตถุประสงค์นอกเหนือจากที่ไม่ได้ห้ามไว้ภายใต้อนุสัญญานี้ (วัตถุประสงค์ที่ไม่ได้ห้ามไว้ภายใต้อนุสัญญานี้ ได้แก่ การใช้ทางสันติ การป้องกันสารเคมีพิษ วัตถุประสงค์ทางทหารที่ไม่เกี่ยวกับการใช้สารเคมีพิษในการทำสงคราม และการบังคับใช้กฏหมาย) คำนิยาม“อาวุธเคมี” (Chemical Weapons) รวมถึงยุทธปัจจัยและอุปกรณ์ต่างๆที่ออกแบบโดยเฉพาะเพื่อปล่อยสารเคมีเหล่านี้ออกมา และเครื่องมือที่ออกแบบโดยเฉพาะ

    ข้อ 3 (คำประกาศ)โดยไม่เกิน 30 วันหลังจากอนุสัญญามีผลใช้บังคับต่อคน รัฐภาคีแต่ละรัฐจะต้องส่งคำประกาศที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธเคมีและสถานที่ผลิตอาวุธเคมีไปยังองค์การ ระบุสถานที่ตั้งแน่นอนและปริมาณ และเสนอแผนโดยทั่วไปสำหรับการทำลายสิ่งเหล่านี้ รัฐภาคีจะต้องประกาศการมีสารเคมีสำหรับควบคุมการจลาจลด้วย

    ข้อ 4 (อาวุธเคมี) และ ข้อ 5 (สถานที่ผลิตอาวุธเคมี) พร้อมด้วยภาคผนวกว่าด้วยการปฏิบัติตามและการพิสูจน์ยืนยัน ให้รายละเอีดยเกี่ยวกับการทำลายอาวุธเคมีและสถานที่ผลิตอาวุธเคมี อีกทั้งการพิสูจน์ยืนยันการทำลายดังกล่าว รัฐภาคีจะต้องทำลายอาวุธเคมีและสถานที่ผลิตอาวุธเคมีให้เสร็จสิ้นไม่เกิน 10 ปี ในกรณีพิเศษกำหนดเวลาการทำลายอาวุธเคมีอาจขยายออกไปได้อีกไม่เกิน 5 ปี และอาจดัดแปลงสถานที่ผลิตอาวุธเคมีด้วยวิธีที่มั่นใจได้ว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนกลับไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่ห้ามไว้ภายใต้อนุสัญญานี้ เพื่อใช้ทางสันติ รัฐภาคีแต่ละรัฐจะต้องจ่ายค่าพิสูจน์ยืนยันการทำลายอาวุธเคมีของตน เว้นแต่คณะมนตรีบริหาร (Executive Council) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารขององค์การ จะมีมติเป็นอื่น

    ข้อ 6 (กิจกรรมที่ไม่ได้ห้ามไว้ตามอนุสัญญานี้)พร้อมด้วยภาคผนวกว่าด้วยการปฏิบัติตามและการพิสูจน์ยืนยันให้รายละเอียดอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับกรรมวิธีที่องค์การให้เฝ้าตรวจอุตสาหกรรมเคมี อาทิ ใช้เสนอคำประกาศและมีการตรวจ ณ ที่ตั้ง ตามกำหนดเวลา (Routine On-Site Inspection) ทั้งนี้รัฐภาคีต้องส่งคำประกาศเกี่ยวกับสารเคมีที่ระบุไว้ในรายการสารเคมี (Schedules of Chemicals) และสถานที่ซึ่งมีกิจกรรมเกี่ยวกับสารเคมีเหล่านี้หรือสารอินทรีย์เคมีที่เป็นชนิด Discrete Organic Chemicals) อื่น ซึ่งอนุสัญญาระบุไว้ มีการกำหนดประเภทการตรวจสำหรับสารเคมีแต่ละรายการ ขึ้นกับระดับภัยที่สารเคมีเหล่านี้มีต่อจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของอนุสัญญา การพิสูจน์ยืนยันสถานที่อื่น ซึ่งผลิตสารเคมีอินทรีย์ที่เป็นชนิดแต่ไม่ได้ระบุไว้ในรายการสารเคมี จะเริ่มในปีที่สี่ ภายหลังอนุสัญญามีผลใช้บังคับ เว้นแต่ที่ประชุมรัฐภาคีมีมติเป็นอื่นในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่สาม มาตรการให้เสนอคำประกาศและการตรวจจะใช้กับอุตสาหกรรมเคมี หากมีสารเคมีในปริมาณเกินกว่าระดับที่อนุสัญญากำหนดในสถานที่เหล่านั้น

    ข้อ 7 (มาตรการปฏิบัติตามแห่งชาติ)รัฐภาคีรับจะกำหนดมาตรการและกฎหมาย เพื่อให้มีการปฏิบัติตามอนุสัญญาในชาติของตนและจัดตั้งหรือกำหนดหน่วยงานแห่งชาติ (National Authority) เพื่อเป็นศูนย์รวมการประสานงานกับองค์การ

    ข้อ 8 (องค์การ)ให้จัดตั้งองค์การห้ามอาวุธเคมีซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเฮก มีที่ประชุมรัฐภาคี (Conference of States Parties) เป็นองค์กรสูงสุดในการตัดสินใจ จะประชุมกันเป็นประจำทุกปีและในสมัยพิเศษเมื่อจำเป็น คณะมนตรีบริหารประกอบด้วยรัฐภาคี 41 รัฐ ที่เป็นตัวแทนกลุ่มภูมิภาค 5 กลุ่ม โดยหมุนเวียนกันเป็น ทำหน้าที่ควบคุมดูแลกิจกรรมขององค์การและตอบสนองต่อที่ประชุมรัฐภาคีสำนักงานเลขาธิการด้านวิชาการ (Technical Secretariat) มีผู้อำนวยการใหญ่เป็นหัวหน้า และเป็นองค์กรทำหน้าที่ปฏิบัติการ องค์ประกอบที่สำคัญของสำนักงานเลขาธิการด้านวิชาการคือฝ่ายตรวจ (Inspectorate) ซึ่งดำเนินกิจกรรมการพิสูจน์ยืนยันภายใต้อนุสัญญา

    ข้อ 9 (การปรึกษาหารือ ความร่วมมือ และการค้นหาข้อเท็จจริง)พร้อมด้วยภาคผนวกว่าด้วยการปฏิบัติตามและการพิสูจน์ยืนยัน กำหนดให้มีการตรวจตามคำกล่าวหาหลังการแจ้งล่วงหน้าระยะสั้น (Short-notice Challenge Inspection) ณ สถานที่ใดหรือที่ตั้งใดที่อยู่ในดินแดน หรือสถานที่ใดภายใต้เขตอำนาจหรือการควบคุมของรัฐภาคีใด เพื่อให้ความกระจ่างและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการอาจไม่ยินยอมปฏิบัติตามบทบัญญัติของอนุสัญญา รัฐภาคีผู้ตรวจสามารถใช้ “การให้เข้าถึงภายใต้การจัดการ” (Managed Access) เพื่อปกป้องที่ตั้งที่ไม่สมควรเปิดเผยและข้อมูลซึ่งไม่เกี่ยวกับอนุสัญญา ข้อนี้มีบทบัญญัติว่าด้วยการปรึกษาหารือและการให้ความกระจ่างอยู่ด้วย

    ข้อ 10 (การช่วยเหลือและการป้องกันอาวุธเคมี)รัฐภาคีที่เผชิญการคุกคามหรือการโจมตีด้วยอาวุธเคมีมีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งรวมถึงเครื่องมือป้องกัน อาทิ เครื่องมือตรวจ เครื่องแต่งกายป้องกัน หน้ากากป้องกัน เครื่องทำลายล้างพิษ และยาแก้พิษ และคำแนะนำในเรื่องมาตรการป้องกันเคมี รัฐภาคีมีพันธกรณีจะต้องให้ความช่วยเหลือ โดยสามารถเลือกใช้มาตรการหนึ่งหรือมากกว่าจากมาตรการต่อไปนี้ (1) สมทบทุนกองทุนช่วยเหลือโดยสมัครใจที่จัดตั้งขึ้นโดยที่ประชุมรัฐภาคี (2) ทำความตกลงกับองค์การเกี่ยวกับการจัดหาความช่วยเหลือ (3) ประกาศประเภทของความช่วยเหลือที่อาจให้ในกรณีฉุกเฉิน

    ข้อ 11 (พัฒนาการทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี)มุ่งจะให้มีอย่างเต็มที่เท่าที่เป็นไปได้ซึ่งการแลกเปลี่ยนสารเคมี เครื่องมือ ข้อสนเทศทางวิทยาศาสตร์และวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เคมีในหมู่รัฐภาคีเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่ได้ห้ามไว้ภายใต้อนุสัญญา ให้รัฐภาคีทบทวนระเบียบข้อบังคับภายในชาติเกี่ยวกับการค้าสารเคมี และปรับให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของอนุสัญญา

    ข้อ 12 (มาตรการเพื่อแก้ไขสถานการณ์และประกันการปฏิบัติตามรวมถึงวิธีการบังคับ)กำหนดโทษหลายประการรวมถึงการบังคับ สำหรับรัฐภาคีที่ยังเพิกเฉยไม่กระทำการบำบัดสถานการณ์ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของอนุสัญญาและแจ้งให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติทราบหากเป็นกรณีเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง เพื่อใช้มาตรการเพิ่มเติมภายใต้กฎบัตรแห่งสหประชาชาติ

    ข้อ 13 ถึง 24กล่าวถึงความสัมพันธ์กับความตกลงระหว่างประเทศฉบับอื่น การระงับข้อพิพาท การแก้ไขอนุสัญญา กำหนดเวลาของอนุสัญญา การเพิกถอน สถานภาพของภาคผนวก การมีผลใช้บังคับ ข้อสงวน ผู้เก็บรักษา และตัวบทที่ถูกต้อง ข้อบทของอนุสัญญานี้จะตั้งข้อสงวนมิได้ ภาคผนวกของอนุสัญญานี้จะตั้งข้อสงวนที่ขัดต่อวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของอนุสัญญานี้มิได้

    ภาคผนวกว่าด้วยสารเคมีมีรายการสารเคมี 3 รายการ คือ สารเคมีรายการ 1 สารเคมีรายการ 2 และสารเคมีรายการ 3 ซึ่งได้กำหนดกิจกรรมการพิสูจน์ยืนยันไว้ต่างระดับกัน รวมทั้งแนวปฏิบัติสำหรับสารเคมีแต่ละรายการ

    ภาคผนวกว่าด้วยการปฏิบัติตามและการพิสูจน์ยืนยันแบ่งปัน 11 ภาค ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพิสูจน์ยืนยันเฉพาะและมาตรการอื่นที่กำหนดสำหรับการทำลายอาวุธเคมีและสถานที่ผลิตอาวุธเคมี การตรวจตามกำหนดเวลาสำหรับอุตสาหกรรมเคมี การตรวจตามคำกล่าวหา และมาตรการเฉพาะเพื่อสืบสวนในกรณีการกล่าวหาว่าใช้อาวุธเคมีภาคผนวกนี้มีบทบัญญัติเฉพาะเพื่อควบคุมการค้าสารเคมีทั้ง 3 รายการกับรัฐที่ไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญา

    ภาคผนวกว่าด้วยการป้องกันข้อสนเทศลับระบุการปฏิบัติต่อข้อสนเทศลับ การว่าจ้างและการปฏิบัติตนของเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการด้านวิชาการ มาตรการเพื่อรักษาความลับในระหว่างการตรวจสำหรับข้อมูลและที่ตั้งที่ไม่ควรเปิดเผย และมาตรการปฏิบัติในกรณีที่มีการละเมิดการรักษาความลับ

  • รูปภาพ :
    ไม่พบรูปภาพ